ภาษีซื้อ VAT หักได้-หักไม่ได้: 6 กรณีต้องห้ามตามมาตรา 82/5 และการขอคืนภาษี

สรุปสั้น ๆ

VAT ของไทยคำนวณเป็นราย "เดือนภาษี": นำภาษีขาย (ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้า) ของเดือนนั้นหักด้วยภาษีซื้อของเดือนเดียวกัน แล้วชำระส่วนต่างพร้อมการยื่นแบบ ภ.พ.30มาตรา 82/3มาตรา 83 ภาษีซื้อจะนำมาหักได้ต่อเมื่อมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและมีรายการครบถ้วน และต้องไม่เข้า 6 กรณีต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร — ไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ รายจ่ายเพื่อการรับรอง ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี หรือเป็นรายการที่อธิบดีประกาศกำหนดมาตรา 82/5 หากเดือนใดภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เหลือเป็นเครดิตภาษี ซึ่งนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนต่อ ๆ ไปได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้นมาตรา 84

การหักภาษีซื้อคำนวณอย่างไร

หัวใจของระบบ VAT ไทยคือการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำ "ภาษีที่เก็บมา" กับ "ภาษีที่จ่ายไป" มาหักกลบกันเป็นรายเดือน: VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการคือภาษีขาย ส่วน VAT ที่ซัพพลายเออร์เรียกเก็บจากคุณเมื่อซื้อคือภาษีซื้อ ในแต่ละเดือนภาษีให้นำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อที่หักได้ตามกลไกของมาตรา 82/3 เพื่อหาจำนวนภาษีที่ต้องชำระ (หรือเครดิตภาษีที่เหลืออยู่)มาตรา 82/3มาตรา 82/6 ปัจจุบันอัตรา VAT มาตรฐานคือ 7%

แบบที่ใช้ยื่นคือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน (ที่เรียกกันทั่วไปว่า ภ.พ.30): ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ว่าเดือนนั้นจะมียอดขายหรือไม่ก็ต้องยื่นแบบทุกเดือน โดยยื่นพร้อมชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น เช่น กำหนดเวลาสำหรับการยื่นแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามประกาศของทางราชการ) โดยหลักให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นรวมกันมาตรา 83

ประกอบกิจการทั้งที่ต้องเสียและไม่ต้องเสีย VAT: ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อ

หากคุณประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสีย VAT และประเภทที่ไม่ต้องเสีย VAT (เช่น มีสายธุรกิจที่ได้รับยกเว้น VAT) และสินค้าหรือบริการที่ซื้อมานั้นใช้ในกิจการทั้งสองประเภท จะนำภาษีซื้อทั้งจำนวนมาหักไม่ได้ — ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด เฉพาะส่วนที่เฉลี่ยให้แก่กิจการที่ต้องเสีย VAT เท่านั้นจึงจะนำเข้าการคำนวณหักตามมาตรา 82/3 ได้มาตรา 82/6

3 เงื่อนไขที่ต้องครบก่อนหักภาษีซื้อ

เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ มาตรา 82/5 (3)

รายจ่ายนั้นต้องเป็นไปเพื่อการประกอบกิจการของคุณ รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ แม้จะได้รับใบกำกับภาษีมา ภาษีซื้อก็นำมาหักไม่ได้

มีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง มาตรา 86/4

การหักภาษีซื้อใช้ "ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป" เป็นหลักฐาน ใบกำกับภาษีต้องมีรายการตามที่กฎหมายกำหนดครบถ้วน (ดูรายการด้านล่าง) และออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

ไม่เข้ารายการต้องห้าม มาตรา 82/5

มาตรา 82/5 ระบุประเภทของภาษีซื้อที่นำมาหักไม่ได้ไว้เป็นรายข้อ นี่คือจุดที่ลูกค้าพลาดบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ ควรตรวจทีละข้อก่อนบันทึกบัญชี

มาตรา 82/5: ภาษีซื้อต้องห้าม 6 กรณี

ภาษีซื้อดังต่อไปนี้ กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3มาตรา 82/5:

  • ไม่มีใบกำกับภาษี — ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ (เว้นแต่เป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด)
  • ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญ — ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ (ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด)
  • ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ — ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการ (ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด)
  • รายจ่ายลักษณะค่ารับรอง — ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน (ขอบเขตเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด)
  • ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก — "ใบกำกับภาษี" ที่ออกโดยผู้ซึ่งไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีนั้นนำมาหักไม่ได้
  • รายการที่อธิบดีประกาศกำหนด — ภาษีซื้อตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าไม่ให้นำมาหัก
⚠️ ค่ารับรองคือจุดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

รายจ่ายลักษณะการรับรอง เช่น เลี้ยงอาหารลูกค้า เลี้ยงรับรอง มอบของขวัญ แม้จะได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วนทุกประการ ภาษีซื้อก็นำมาหักไม่ได้ทั้งสิ้นมาตรา 82/5 นอกจากนี้ยังมีประกาศอธิบดีที่กำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง รายละเอียดของรายการให้ยึดตามข้อกำหนดของทางราชการ (สำนักงานเราช่วยตรวจสอบยืนยันให้ได้) การนำภาษีซื้อต้องห้ามไปใส่ใน ภ.พ.30 เป็นข้อผิดพลาดที่ถูกตรวจพบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งเมื่อกรมสรรพากรเข้าตรวจสอบบัญชี

หลักฐาน: ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องต้องมีอะไรบ้าง

ใบกำกับภาษีต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อมาตรา 86 และต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้มาตรา 86/4:

  • คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี กรณีตัวแทนเป็นผู้ออกแทน ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
  • หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
  • ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
  • จำนวน VAT ที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ โดยแยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการให้ชัดแจ้ง
  • วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
  • รายการอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

โดยหลัก ใบกำกับภาษีต้องจัดทำเป็นภาษาไทย เป็นหน่วยเงินตราบาท และใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิก กิจการบางประเภทที่จำเป็นต้องใช้ภาษาต่างประเทศหรือเงินตราต่างประเทศ ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีก่อนมาตรา 86/4 เมื่อได้รับใบกำกับภาษีให้ตรวจรายการข้างต้นทีละข้อ — ใบกำกับภาษีที่รายการขาดหรือระบุสาระสำคัญผิด ภาษีซื้อจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 (2)

ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย: เครดิตภาษีทำอย่างไร

หากเดือนภาษีใดคำนวณตามมาตรา 82/3 แล้วภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เกินจะเป็นเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนมี 2 ทางเลือกมาตรา 84:

  • ยกไปชำระภาษีงวดถัดไป — นำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีต่อ ๆ ไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (เงื่อนไขการยกยอดโดยละเอียดให้ยึดตามข้อกำหนดของทางราชการ สำนักงานเราช่วยตรวจสอบยืนยันให้ได้)
  • ขอคืนภาษี — ยื่นขอคืนพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น

หากเดือนนั้นไม่ได้ขอคืนพร้อมการยื่นแบบ ยังแก้ไขภายหลังได้: สำหรับภาษีที่มีสิทธิได้คืนของเดือนภาษีนั้น สามารถยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ส่วนกรณีอื่นให้ยื่นคำร้องภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษีมาตรา 84/1 อีกจุดที่ต้องระวัง: กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมยื่นไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วนมาตรา 83/4 สิทธิขอคืนให้ใช้พร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้นมาตรา 84 — การคำนวณภาษีของแบบเพิ่มเติมกับสายเครดิตภาษีของการยื่นแบบปกติต้องแยกจากกัน ซึ่งในทางปฏิบัติสับสนกันได้ง่ายมาก

ปรับราคา-ให้ส่วนลดภายหลัง: ภาษีซื้อต้องปรับตามด้วย

หลังจบธุรกรรมแล้ว หากมีการปรับราคากัน ภาษีซื้อไม่ได้คงที่ตายตัว: เมื่อได้รับใบเพิ่มหนี้ที่ผู้ขายออกให้ ผู้ซื้อต้องนำ VAT ตามใบเพิ่มหนี้ไปรวมเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้รับมาตรา 82/9 และเมื่อได้รับใบลดหนี้ ต้องนำ VAT ตามใบลดหนี้ไปหักออกจากภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้รับมาตรา 82/10 การลืมหักออกตามใบลดหนี้จะทำให้หักภาษีซื้อเกินจริง ถือเป็นการยื่นแบบไม่ถูกต้อง

SLF ช่วยอะไรคุณได้บ้าง

ตัวหลักเกณฑ์การหักภาษีซื้อไม่ได้ซับซ้อน แต่ความยากอยู่ที่วินัยในการปฏิบัติเดือนแล้วเดือนเล่า: ตรวจรายการใบกำกับภาษีทุกใบ วินิจฉัยทีละรายการว่าหักได้หรือไม่ เฉลี่ยภาษีซื้อกรณีประกอบกิจการหลายประเภท ต่อสายเครดิตภาษียกยอดให้ถูกต้องทุกเดือน และแยกคำนวณกรณียื่นแบบเพิ่มเติม SLF Accounting ให้บริการยื่น VAT รายเดือนแก่ธุรกิจในประเทศไทย: จัดทำและยื่น ภ.พ.30 แทนคุณ ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารภาษีซื้อ ดูแลทะเบียนเครดิตภาษี และช่วยดำเนินการขอคืนภาษี หากคุณไม่แน่ใจว่ารายจ่ายประเภทใดหักได้หรือไม่ หรือควรเลือกยกยอดเครดิตหรือขอคืนดี ติดต่อสำนักงานเราได้ นักบัญชีผู้มีใบอนุญาตจะตรวจสอบยืนยันให้ตามข้อกำหนดล่าสุดของทางราชการ

FAQ

ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ มีใบกำกับภาษีถูกต้องครบถ้วน นำภาษีซื้อมาหักได้ไหม?

ไม่ได้ มาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดชัดเจนว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน นำมาหักไม่ได้ (ขอบเขตเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด) — ไม่ว่าจะได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ค่าใช้จ่ายประเภทนี้ให้บันทึกเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยตรง อย่านำไปใส่ช่องภาษีซื้อใน ภ.พ.30

ใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์ขาดที่อยู่หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ยังใช้หักภาษีซื้อได้ไหม?

มีความเสี่ยง มาตรา 86/4 กำหนดรายการที่ใบกำกับภาษีต้องมีเป็นอย่างน้อย (คำว่า "ใบกำกับภาษี" ชื่อและที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก หมายเลขลำดับ ชื่อชนิดปริมาณและมูลค่าของสินค้า จำนวน VAT ที่แยกแสดงชัดเจน วันเดือนปีที่ออก เป็นต้น) และมาตรา 82/5 (2) กำหนดว่าใบกำกับภาษีที่มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญ ภาษีซื้อนำมาหักไม่ได้ หากได้รับใบกำกับภาษีที่รายการไม่ครบ ควรรีบขอให้ผู้ขายออกฉบับใหม่

เดือนนี้ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เกินทำอย่างไร?

จะเป็นเครดิตภาษี ตามมาตรา 84 สามารถนำไปชำระ VAT ในเดือนต่อ ๆ ไปตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น หากเดือนนั้นไม่ได้ขอคืน ยังยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบของเดือนภาษีนั้น (มาตรา 84/1) จะเลือกทางไหนและยกยอดอย่างไร แนะนำให้นักบัญชีวางแผนตามสภาพกระแสเงินสดของคุณ

ซื้อจากซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT "ใบกำกับภาษี" ที่เขาออกใช้หักภาษีซื้อได้ไหม?

ไม่ได้ มาตรา 82/5 (5) กำหนดว่า ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี นำมาหักไม่ได้ เฉพาะใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกตามกฎหมายและมีรายการครบตามมาตรา 86/4 เท่านั้นจึงใช้เป็นหลักฐานการหักภาษีซื้อได้ ก่อนซื้อควรตรวจสอบสถานะการจดทะเบียน VAT ของซัพพลายเออร์เสียก่อน

คู่มือที่เกี่ยวข้อง

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทย: ขอบเขต อัตราภาษี การจดทะเบียน และการยื่นแบบ
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย: อัตราภาษีและการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51
  • การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทย: เกณฑ์ ขั้นตอน และแบบ ภ.พ.01
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ในไทย: ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 หักและยื่นอย่างไร
  • ภาษีเงินปันผลและการส่งกำไรออกของบริษัทในไทย: นักลงทุนจีนส่งกำไรกลับจีนอย่างไร
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) ในไทย: อัตราภาษี การยื่นแบบ (ภ.ง.ด.90/91) และผู้บริหารต่างชาติ