ธุรกิจที่จำกัดสำหรับคนต่างด้าวในไทย: บัญชีหนึ่ง/สอง/สาม (List 1/2/3)

สรุปสั้น ๆ
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) แบ่งธุรกิจที่ถูกจำกัดสำหรับคนต่างด้าวออกเป็นสามบัญชี ได้แก่ บัญชีหนึ่ง ห้ามเด็ดขาด บัญชีสอง ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และ บัญชีสาม ต้องขอรับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากคนต่างด้าวต้องการประกอบธุรกิจโดยชอบด้วยกฎหมาย ขั้นแรกคือการพิจารณาว่าธุรกิจนั้นตกอยู่ในบัญชีใด แล้วจึงดำเนินการตามช่องทางการขออนุญาตที่สอดคล้องกัน (มาตรา 8)

1. สามบัญชีนี้มาจากไหน (มาตรา 8)

มาตรา 8 เป็นบทหลักของระบบการอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจทั้งหมด ประโยคแรกของมาตรานี้ระบุว่าระบบดังกล่าว “อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 12” กล่าวคือ ยังมีบทบัญญัติอื่นในพระราชบัญญัตินี้ที่ต้องนำมาใช้ประกอบด้วย (รายละเอียดต้องตรวจสอบเพิ่มเติม) ภายใต้เงื่อนไขนี้ กฎหมายได้จำแนกธุรกิจที่ถูกจำกัดออกเป็นสามบัญชีตามเหตุผลสามประการ ดังนี้

  • บัญชีหนึ่ง — ธุรกิจที่ “ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบโดยเด็ดขาด” ด้วยเหตุผลพิเศษ (มาตรา 8(1))
  • บัญชีสอง — ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ หรือมีผลกระทบต่อศิลปะ วัฒนธรรม จารีตประเพณี ขนบธรรมเนียม และหัตถกรรมพื้นบ้าน หรือมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะประกอบได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (มาตรา 8(2))
  • บัญชีสาม — ธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมที่จะแข่งขันกับคนต่างด้าว ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ (มาตรา 8(3))

นอกจากนี้ มาตรา 6 ยังกำหนดว่าคนต่างด้าวสองประเภทไม่อาจประกอบธุรกิจใด ๆ ในประเทศไทยได้เลย ได้แก่ ผู้ที่ถูกหรือกำลังจะถูกเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร และผู้ที่ไม่มีสถานะการเข้าเมืองหรือถิ่นที่อยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วน มาตรา 7 กำหนดสำหรับผู้ที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทยหรือมีสถานะพิเศษอื่น ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และประกอบธุรกิจได้เฉพาะประเภทและในท้องที่ที่ประกาศกำหนดไว้เท่านั้น บทความนี้เป็นส่วนเสริมของบทสรุปเรื่อง “การถือหุ้นของคนต่างด้าว 49%” โดยเน้นที่ “แต่ละบัญชีมีธุรกิจใดบ้าง และจะประกอบธุรกิจโดยชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร”

บัญชีหนึ่ง ห้ามเด็ดขาด

คนต่างด้าวประกอบไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่มีช่องทางขออนุญาต (มาตรา 8(1))

บัญชีสอง คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และหากเป็นนิติบุคคลยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการถือหุ้นของคนไทยและกรรมการด้วย (มาตรา 8(2), มาตรา 15)

บัญชีสาม อธิบดีอนุญาต

ต้องยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวต่ออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (มาตรา 8(3), มาตรา 17)

2. บัญชีหนึ่ง: ธุรกิจเก้าประเภทที่ห้ามเด็ดขาด (มาตรา 8(1) / บัญชีหนึ่ง)

ธุรกิจเก้าประเภทต่อไปนี้ไม่เปิดให้คนต่างด้าวโดยสิ้นเชิงด้วยเหตุผลพิเศษ และไม่มีช่องทางขออนุญาตใด ๆ (บัญชีหนึ่ง):

  • กิจการหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์
  • การทำนา ทำสวน หรือการเพาะปลูกพืชไร่
  • การเลี้ยงปศุสัตว์
  • การทำป่าไม้ และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ
  • การประมง เฉพาะการจับสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยและในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทย
  • การสกัดสมุนไพรไทย
  • การค้าและการขายทอดตลาดโบราณวัตถุของไทยหรือวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของประเทศ
  • การทำหรือหล่อพระพุทธรูปและบาตรพระ
  • การค้าที่ดิน

3. บัญชีสอง: ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (มาตรา 8(2), มาตรา 15)

บัญชีสอง แบ่งออกเป็นสามหมวด ซึ่งทั้งหมดจะประกอบได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ดังนี้:

  • หมวดที่ 1 · ธุรกิจเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ: (1) การผลิต จำหน่าย และซ่อมบำรุงอาวุธปืน กระสุน ดินปืน และวัตถุระเบิด ตลอดจนส่วนประกอบของสิ่งดังกล่าว เรือรบ อากาศยาน หรือยานพาหนะสำหรับใช้ในทางการทหาร และยุทโธปกรณ์หรือส่วนประกอบของยุทธภัณฑ์ทุกประเภท; (2) การขนส่งภายในประเทศทั้งทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงการบินภายในประเทศ
  • หมวดที่ 2 · ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศิลปะ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และหัตถกรรมพื้นบ้าน: การค้าโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่เป็นงานศิลปกรรมหรือหัตถกรรมของไทย; การทำไม้แกะสลัก; การเลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมไทย การทอผ้าไหมไทย หรือการพิมพ์ลวดลายผ้าไหมไทย; การทำเครื่องดนตรีไทย; การทำเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องถม เครื่องสำริด หรือเครื่องเขิน; การทำเครื่องถ้วยชามหรือเครื่องปั้นดินเผาที่แสดงถึงศิลปะและวัฒนธรรมไทย
  • หมวดที่ 3 · ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม: การทำน้ำตาลจากอ้อย; การทำนาเกลือ รวมถึงการทำเกลือที่มิใช่เกลือสมุทร; การผลิตเกลือสินเธาว์; การทำเหมืองแร่ รวมถึงการระเบิดหรือย่อยหิน; การแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย

เงื่อนไขบังคับสำหรับนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจในบัญชีสอง: คนต่างด้าวที่เป็นนิติบุคคลซึ่งประสงค์จะประกอบธุรกิจในบัญชีสอง ต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 40 ที่ถือโดยบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าว ทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันสมควร รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจลดสัดส่วนดังกล่าวลงได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 25 และกรรมการไม่น้อยกว่า สองในห้า ของจำนวนกรรมการทั้งหมดต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย (มาตรา 15)

4. บัญชีสาม: ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี (มาตรา 8(3), มาตรา 17)

บัญชีสาม เป็นธุรกิจที่ “คนไทยยังไม่พร้อมที่จะแข่งขันกับคนต่างด้าว” ซึ่งต้องยื่นขออนุญาตต่ออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีทั้งหมด 21 รายการ ครอบคลุมธุรกิจบริการจำนวนมาก ดังนี้:

  • การสีข้าว และการทำแป้งจากข้าวและพืชเศรษฐกิจ
  • การประมง เฉพาะการเพาะฟักและการเลี้ยงสัตว์น้ำ
  • การทำป่าไม้จากป่าปลูก
  • การผลิตไม้อัด ไม้วีเนียร์ ชิปบอร์ด หรือฮาร์ดบอร์ด
  • การผลิตปูนขาว
  • การให้บริการทางบัญชี; การให้บริการทางกฎหมาย; การให้บริการทางสถาปัตยกรรม; การให้บริการทางวิศวกรรม
  • การก่อสร้าง (ยกเว้นงานขนาดใหญ่บางประเภท เช่น การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด)
  • ธุรกิจนายหน้าหรือตัวแทน (ยกเว้นบางประเภท เช่น หลักทรัพย์/สัญญาซื้อขายล่วงหน้า การจัดซื้อระหว่างวิสาหกิจในเครือ หรือลักษณะการค้าระหว่างประเทศ)
  • การขายทอดตลาด (ยกเว้นบางประเภท เช่น การประมูลระหว่างประเทศ)
  • การค้าภายในประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมือง
  • การค้าปลีกทุกประเภท ที่มีทุนจดทะเบียนรวมต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท หรือมีทุนจดทะเบียนต่อร้านต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท จะอยู่ในบัญชีนี้ (ผู้ที่มีทุนถึงเกณฑ์ไม่อยู่ในข้อจำกัดนี้)
  • การค้าส่งทุกประเภท ที่มีทุนจดทะเบียนต่อร้านต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท จะอยู่ในบัญชีนี้
  • ธุรกิจโฆษณา
  • ธุรกิจโรงแรม (ยกเว้นบริการจัดการโรงแรม)
  • การนำเที่ยว; การขายอาหารและเครื่องดื่ม
  • การเพาะปลูก การขยายพันธุ์ หรือการปรับปรุงพันธุ์พืช
  • การให้บริการอื่น ๆ (ยกเว้นที่มีกฎกระทรวงกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น)

ระยะเวลาการพิจารณาอนุญาต: คนต่างด้าวต้องยื่นคำขอต่อรัฐมนตรีหรืออธิบดีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยคณะรัฐมนตรีสำหรับธุรกิจในบัญชีสอง และอธิบดีสำหรับธุรกิจในบัญชีสาม ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน หกสิบวัน นับแต่วันยื่นคำขอ (กรณีคณะรัฐมนตรีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ อาจขยายเวลาออกไปได้อีกตามที่จำเป็น แต่ไม่เกินหกสิบวัน) เมื่อได้รับอนุมัติหรืออนุญาตแล้ว ต้องออกใบอนุญาตภายใน สิบห้าวัน นับแต่วันที่อนุมัติหรืออนุญาต หากถูกปฏิเสธ รัฐมนตรีต้องแจ้งเหตุผลเป็นหนังสือภายในสามสิบวันสำหรับบัญชีสอง และอธิบดีภายในสิบห้าวันสำหรับบัญชีสาม (มาตรา 17)

5. เกณฑ์ทุนขั้นต่ำในการประกอบธุรกิจโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 14)

มาตรา 14 กำหนดว่า ทุนขั้นต่ำที่คนต่างด้าวใช้ในการเริ่มประกอบธุรกิจในประเทศไทยต้องไม่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยกฎหมายได้วางขั้นต่ำไว้สองระดับ คือ ธุรกิจทั่วไปต้องไม่น้อยกว่าสองล้านบาท ส่วนธุรกิจที่อยู่ในบัญชีซึ่งต้องขออนุญาตนั้น แต่ละประเภทต้องไม่น้อยกว่าสามล้านบาท จำนวนที่แน่นอนและกำหนดเวลานำเงินทุนเข้ามาเป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนดในแต่ละกรณี ให้ยึดตามที่ทางการกำหนดเป็นสำคัญ (ทางสำนักงานสามารถช่วยตรวจสอบได้) (กรณีนำเงินหรือทรัพย์สินที่เป็นรายได้จากธุรกิจซึ่งดำเนินการอยู่แล้วในประเทศไทยไปลงทุนต่อ ไม่อยู่ในบังคับของมาตรานี้)

6. ผลของการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจ (มาตรา 37)

หากคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 7 หรือมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจ เลิกการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง หรือเลิกการถือหุ้น/การเป็นหุ้นส่วน แล้วแต่กรณี หากยังฝ่าฝืนคำสั่งศาลอีก ต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน (มาตรา 37)

⚠️ ข้อควรทราบ

การจัดว่าธุรกิจอยู่ในบัญชีใดมักขึ้นอยู่กับขอบเขตการประกอบธุรกิจจริงและกิจกรรมที่ทำจริง จึงต้องพิจารณาเป็นรายกรณี นอกจากนี้ พระราชบัญญัตินี้ได้ระบุไว้ใน มาตรา 8 ว่าระบบบัญชีทั้งหมด “อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 12” กล่าวคือ ยังมีบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องนำมาใช้ประกอบด้วย และจะมีผลต่อข้อสรุปเรื่องการอนุญาตหรือไม่นั้นก็ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีเช่นกัน ทางสำนักงานสามารถช่วยจัดประเภทธุรกิจ ยื่นขออนุมัติบัญชีสอง/สาม และขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวได้

FAQ

บริษัทของฉันต้องการทำธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง จัดอยู่ในบัญชีใด และต้องดำเนินการอย่างไร

การค้าปลีกและค้าส่งทุกประเภทอยู่ในบัญชีสาม ต้องยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวต่ออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (มาตรา 8(3), มาตรา 17) บัญชีสามแบ่งเส้นแบ่งของการค้าปลีกและค้าส่งตามทุนจดทะเบียน คือ การค้าปลีกที่มีทุนจดทะเบียนรวมต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านบาทหรือต่อร้านต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท และการค้าส่งที่มีทุนต่อร้านต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท จะอยู่ในบัญชีนี้ ส่วนผู้ที่มีทุนถึงเกณฑ์ไม่อยู่ในข้อจำกัดนี้ ทั้งนี้ ขอบเขตที่แน่นอนให้ยึดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติและที่ทางการกำหนดเป็นสำคัญ

การขออนุญาตของบัญชีสองและบัญชีสามแตกต่างกันโดยพื้นฐานอย่างไร

บัญชีสองต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และหากเป็นนิติบุคคลยังต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ถือโดยฝ่ายไทย และกรรมการไม่น้อยกว่าสองในห้าเป็นผู้มีสัญชาติไทย (มาตรา 8(2), มาตรา 15) ส่วนบัญชีสามเพียงต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โดยพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขบังคับเรื่องการถือหุ้นของคนไทยสำหรับบัญชีสาม (มาตรา 8(3), มาตรา 17)

ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจที่ถูกจำกัดคือเท่าใด

มาตรา 14 กำหนดว่าทุนขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง และได้วางขั้นต่ำไว้ คือ ธุรกิจทั่วไปต้องไม่น้อยกว่าสองล้านบาท ส่วนธุรกิจที่อยู่ในบัญชีซึ่งต้องขออนุญาตต้องไม่น้อยกว่าสามล้านบาทต่อประเภท จำนวนที่แน่นอนและกำหนดเวลานำเงินทุนเข้ามาให้ยึดตามกฎกระทรวงเป็นสำคัญ ทางสำนักงานสามารถช่วยตรวจสอบได้

คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจในบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายจะมีโทษอย่างไร

ตามมาตรา 37 ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 7 หรือมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจ หากยังฝ่าฝืนคำสั่งศาลอีก ต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน