ขั้นตอนตามกฎหมายในการเลิก ชำระบัญชี และปิดกิจการบริษัทจำกัด (เอกชน) ในประเทศไทย
การปิดกิจการบริษัทจำกัด (เอกชน) ในประเทศไทยต้องดำเนินสองขั้นตอน คือ ขั้นแรก “เลิกบริษัท” ตามเหตุที่กฎหมายกำหนด เช่น มติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1236 จากนั้นจึงเข้าสู่ “การชำระบัญชี” โดยผู้ชำระบัญชีจะชำระหนี้ ขายทรัพย์สิน และแบ่งทรัพย์สินที่เหลือมาตรา 1250 สุดท้ายที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติบัญชีสุดท้ายและยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนมาตรา 1270 ส่วนการเลิกภาษีอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และประกันสังคม เป็นขั้นตอนภาคปฏิบัติที่ต้องทำควบคู่ไปกับการชำระบัญชีตามกฎหมาย
1. บริษัทจะ “เลิก” ในกรณีใดบ้าง
“การเลิกบริษัท” เป็นเพียงขั้นตอนแรกของการปิดกิจการ ซึ่งทำให้บริษัทหยุดดำเนินงานตามปกติและเข้าสู่การชำระบัญชี แต่บริษัทยังไม่สิ้นสภาพในทันที ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ระบุเหตุเลิกของบริษัทจำกัด (เอกชน) ไว้มาตรา 1236 ดังนี้
- เมื่อมีเหตุเลิกตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
- ถ้าตั้งบริษัทขึ้นไว้เฉพาะกำหนดกาลใด เมื่อสิ้นกำหนดกาลนั้น
- ถ้าตั้งบริษัทขึ้นเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะ เมื่อเสร็จการนั้น
- เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท
- เมื่อบริษัทล้มละลาย
เกณฑ์คะแนนเสียงในการลงมติพิเศษให้เป็นไปตามที่ทางการกำหนด (ทางสำนักงานฯ ยินดีช่วยตรวจสอบยืนยัน) นอกจากเหตุข้างต้นแล้ว ศาลยังอาจสั่งให้เลิกบริษัทได้ในบางกรณี เช่น บริษัทไม่เริ่มประกอบการภายในหนึ่งปีนับแต่จดทะเบียนหรือหยุดทำการมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี บริษัทมีแต่จะขาดทุนอย่างต่อเนื่องและไม่มีทางหวังฟื้นตัว หรือจำนวนผู้ถือหุ้นลดลงจนต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำตามกฎหมาย เป็นต้นมาตรา 1237 ทั้งนี้ต้องเรียนว่า จำนวนผู้ถือหุ้นขั้นต่ำของบริษัทจำกัด (เอกชน) ในปัจจุบันคือ 2 คน (แก้ไขเพิ่มเติมปี 2023 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1097) จำนวนที่ระบุไว้ในฉบับแปลเดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
2. เมื่อเลิกแล้วเข้าสู่การชำระบัญชี: บริษัทยังไม่สิ้นสภาพในทันที
หลังจากบริษัทเลิกแล้ว ในทางกฎหมายให้ถือว่า “ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี”มาตรา 1249 กล่าวคือ บริษัทยังคงสภาพนิติบุคคลอยู่จนกว่าการชำระบัญชีจะเสร็จสิ้น หน้าที่ตามกฎหมายของผู้ชำระบัญชีคือ สะสางกิจการของบริษัท ชำระหนี้ และแบ่งทรัพย์สินที่เหลือมาตรา 1250
ใครเป็นผู้ชำระบัญชี
ในการเลิกบริษัทที่มิใช่เพราะล้มละลาย กรรมการเดิมจะกลายเป็นผู้ชำระบัญชีโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ข้อบังคับจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หากไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชำระบัญชีได้ ศาลอาจตั้งผู้ชำระบัญชีตามคำร้องขอของพนักงานอัยการหรือผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งก็ได้มาตรา 1251 กรรมการที่ทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชียังคงมีอำนาจของกรรมการตามเดิมมาตรา 1252
อำนาจของผู้ชำระบัญชี
ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจฟ้องและต่อสู้คดีแพ่งและอาญาในนามบริษัทและทำการประนีประนอมยอมความ ดำเนินกิจการต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อสะสางกิจการให้เสร็จ ขายทรัพย์สินของบริษัท ตลอดจนทำการทั้งปวงที่จำเป็นเพื่อชำระบัญชีให้เสร็จไปด้วยดีมาตรา 1259 ข้อจำกัดอำนาจของผู้ชำระบัญชีใด ๆ ไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้มาตรา 1260 เมื่อมีผู้ชำระบัญชีหลายคน ต้องทำการร่วมกันจึงจะมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือศาลจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นมาตรา 1261
การเปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี
ผู้ชำระบัญชีที่มิได้ตั้งโดยศาล อาจถูกถอดถอนเปลี่ยนตัวได้โดยความยินยอมพร้อมกันของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดหรือโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และไม่ว่าจะตั้งโดยศาลหรือไม่ ศาลอาจถอดถอนเปลี่ยนตัวได้ตามคำร้องขอของผู้ถือหุ้นซึ่งมีหุ้นรวมกันคิดเป็น หนึ่งในยี่สิบ ของทุนที่ชำระแล้วของบริษัทมาตรา 1257
3. ขั้นตอนและกำหนดเวลาตามกฎหมายของการชำระบัญชี (สำคัญ)
กระบวนการชำระบัญชีมีกำหนดเวลาตามกฎหมายหลายจุดที่ยึด “14 วัน” เป็นแกนกลาง หากพ้นกำหนดอาจถูกลงโทษได้ จึงต้องดำเนินให้ตรงทุกขั้นตอน แบ่งได้เป็นสามช่วง ดังนี้
เริ่มต้นภายใน 14 วันหลังเลิกบริษัท
ผู้ชำระบัญชีต้องจดทะเบียนการเลิกบริษัทและชื่อผู้ชำระบัญชีภายใน 14 วันนับแต่วันที่เลิกมาตรา 1254 ในช่วงเวลาเดียวกันต้องลงประกาศในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยสองครั้งติดต่อกันแจ้งการเลิกบริษัทและแจ้งให้เจ้าหนี้ยื่นคำทวงหนี้ และต้องมีจดหมายลงทะเบียนแจ้งไปยังเจ้าหนี้ทุกรายที่ทราบตัวตามที่ปรากฏในสมุดบัญชีมาตรา 1253 ผู้ชำระบัญชียังต้องจัดทำงบดุลโดยเร็วที่สุด ให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบรับรอง และเรียกประชุมผู้ถือหุ้นมาตรา 1255
ชำระหนี้และแปลงทรัพย์เป็นเงินระหว่างการชำระบัญชี
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีหน้าที่รับรองหรือเลือกตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้นใหม่ และอนุมัติงบดุลมาตรา 1256 ผู้ชำระบัญชีอาจเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่ยังค้างชำระให้ครบทันที (ตอนตั้งบริษัทชำระงวดแรกขั้นต่ำเพียง 25%มาตรา 1105 ส่วนที่เหลือเรียกเก็บได้ทั้งหมดในตอนนี้)มาตรา 1265 ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการชำระบัญชีได้รับชำระก่อนหนี้อื่นมาตรา 1263 เงินที่ต้องจ่ายซึ่งเจ้าหนี้ยังไม่มาทวงต้องนำไปวางตามหลักเกณฑ์การวางทรัพย์มาตรา 1264 ผู้ชำระบัญชีต้องยื่นรายงานกิจการและบัญชีการชำระบัญชีต่อสำนักงานทะเบียนทุกสามเดือนมาตรา 1267 หากการชำระบัญชีเกินหนึ่งปี ต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรายงานเมื่อสิ้นแต่ละปีมาตรา 1268 การเปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชีก็ต้องจดทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันที่เปลี่ยนมาตรา 1258
เสร็จสิ้นภายใน 14 วันหลังอนุมัติบัญชีสุดท้าย
เฉพาะทรัพย์สินที่ยังเหลืออยู่หลังจากชำระหนี้ทั้งหมดของบริษัทแล้วเท่านั้น จึงจะแบ่งกันในระหว่างผู้ถือหุ้นได้มาตรา 1269 เมื่อสะสางกิจการเสร็จสิ้นทั้งหมด ผู้ชำระบัญชีจัดทำบัญชีรวมของการชำระบัญชี เรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อชี้แจงและขออนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วต้องจดทะเบียนภายใน 14 วัน การจดทะเบียนนี้ให้ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นการชำระบัญชีมาตรา 1270 สมุดบัญชี บัญชี และเอกสารของบริษัทต้องนำไปฝากไว้แก่นายทะเบียนภายในกำหนดเวลาข้างต้น และเก็บรักษาไว้สิบปี เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจดูได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมมาตรา 1271
ภายในสองปีนับแต่การชำระบัญชีเสร็จสิ้น เจ้าหนี้ยังคงฟ้องเรียกให้ชำระหนี้จากบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีได้มาตรา 1272 ดังนั้นหน้าที่เก็บรักษาสมุดบัญชีสิบปีมาตรา 1271 จึงมิใช่พิธีการ เพราะเมื่อถูกไล่เบี้ยจะต้องใช้เอกสารเป็นหลักฐาน
4. เมื่อทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ระหว่างการชำระบัญชี: เปลี่ยนเป็นการชำระบัญชีในคดีล้มละลาย
หากผู้ชำระบัญชีพบว่า แม้เรียกชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว ทรัพย์สินของบริษัทยังไม่พอชำระหนี้ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งให้บริษัทล้มละลายทันทีมาตรา 1266 บริษัทที่ได้จดทะเบียนล้มละลายแล้ว การชำระบัญชีให้ดำเนินไปตามพระราชบัญญัติล้มละลายที่ใช้บังคับอยู่ “เท่าที่จะทำได้”มาตรา 1247 (กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายโดยเฉพาะเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติล้มละลายกำหนด ทางสำนักงานฯ จะไม่ระบุเลขมาตราไว้ ณ ที่นี้) เส้นทางนี้เชื่อมโยงกับการชำระบัญชีโดยสมัครใจ กล่าวคือ มิใช่ต้องเลิกบริษัทก่อนจึงจะล้มละลายได้ เพราะการล้มละลายเองก็เป็นหนึ่งในเหตุเลิกบริษัทมาตรา 1236
5. “ปล่อยทิ้งไม่ดำเนินการ” และการถอนชื่อออกจากทะเบียนโดยนายทะเบียน (อีกเส้นทางหนึ่ง)
ในทางปฏิบัติมีกิจการที่เลือกให้บริษัท “หยุดนิ่ง” โดยไม่ดำเนินการชำระบัญชีเอง หากนายทะเบียนมีมูลเหตุอันสมควรเชื่อว่าบริษัทมิได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว จะมีหนังสือสอบถามไปก่อน หากบริษัทไม่ตอบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ส่งหนังสือ หรือตอบว่ามิได้ทำการค้าขาย นายทะเบียนอาจลงประกาศและถอนชื่อบริษัทออกจากทะเบียนได้เมื่อพ้น 90 วัน นับแต่ส่งคำประกาศมาตรา 1273 แต่โปรดทราบว่า การถอนชื่อไม่ทำให้พ้นจากความรับผิด แม้บริษัทจะสิ้นสภาพนิติบุคคล แต่ความรับผิดของกรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นยังคงมีอยู่ต่อไป และอาจถูกไล่เบี้ยได้เสมือนว่าบริษัทยังไม่ถูกถอนชื่อมาตรา 1273 ดังนั้น “การปล่อยทิ้งไม่ดูแล” มักไม่ใช่วิธีถอนตัวที่สะอาดหมดจด
6. การเลิกภาษีและประกันสังคม (ภาคปฏิบัติ มิใช่บทกฎหมาย)
ต่อไปนี้เป็นกระบวนการเลิกทางปกครองที่ต้องทำควบคู่ไปกับการชำระบัญชีตามกฎหมาย เป็นขั้นตอนภาคปฏิบัติ มิใช่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แบบฟอร์ม กำหนดเวลา และเงื่อนไขล่วงหน้าที่แน่นอนให้เป็นไปตามที่ทางการกำหนด (ทางสำนักงานฯ ยินดีช่วยตรวจสอบยืนยัน)
- ขั้นตอนการจดทะเบียนที่ DBD (ภาคปฏิบัติ): ยื่นจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตามลำดับ ซึ่งตรงกับการจดทะเบียนตามกฎหมายในมาตรา 1254 และมาตรา 1270 ข้างต้น สำหรับผู้ประกอบการที่ถือใบทะเบียนพาณิชย์ (ทะเบียนพาณิชย์) การเลิกกิจการยังต้องยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกต่อสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันเลิกประกอบพาณิชยกิจ ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์มาตรา 13 (พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์) เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบว่าถูกต้องแล้วจึงรับจดและออกใบรับให้มาตรา 14 (พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์)
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภาคปฏิบัติ): การชำระบัญชีต้องจัดทำงบการเงินงวดสุดท้ายจนถึงวันเลิกบริษัทและผ่านการตรวจสอบ แล้วยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลงวดสุดท้ายต่อกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย กำหนดเวลาที่แน่นอนให้เป็นไปตามที่ทางการกำหนด (ทางสำนักงานฯ ยินดีช่วยตรวจสอบยืนยัน)
- การเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาคปฏิบัติ): บริษัทที่จดทะเบียน VAT แล้วต้องดำเนินการเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มต่างหาก แบบฟอร์มและกำหนดเวลาที่แน่นอนให้เป็นไปตามที่ทางการกำหนด (ทางสำนักงานฯ ยินดีช่วยตรวจสอบยืนยัน)
- การเลิกประกันสังคม (ภาคปฏิบัติ): การขึ้นทะเบียนประกันสังคมของบริษัทในฐานะนายจ้างต้องยื่นเลิกต่อสำนักงานประกันสังคม พร้อมทั้งชำระเงินสมทบที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างให้ครบถ้วน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่ทางการกำหนด (ทางสำนักงานฯ ยินดีช่วยตรวจสอบยืนยัน)
7. สรุปเส้นเวลาโดยย่อ
- ขั้นที่ 0: ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท (หรือเมื่อมีเหตุเลิกบริษัทอื่นเกิดขึ้น)มาตรา 1236
- ภายใน 14 วันหลังเลิกบริษัท: จดทะเบียนการเลิกบริษัทและผู้ชำระบัญชีมาตรา 1254 ลงประกาศในหนังสือพิมพ์สองครั้งและแจ้งเจ้าหนี้มาตรา 1253 จัดทำและตรวจสอบงบดุลแล้วเรียกประชุมผู้ถือหุ้นมาตรา 1255
- ระหว่างการชำระบัญชี: เรียกชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระมาตรา 1265 ขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้มาตรา 1259 รายงานทุกสามเดือนมาตรา 1267 และดำเนินการเลิกภาษีและประกันสังคมควบคู่กันไป (ภาคปฏิบัติ)
- เสร็จสิ้นการชำระบัญชี: จดทะเบียนภายใน 14 วันหลังบัญชีสุดท้ายได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมาตรา 1270 นำสมุดบัญชีไปฝากเก็บรักษาสิบปีมาตรา 1271
- ภายในสองปีหลังเสร็จสิ้น: เจ้าหนี้ยังคงไล่เบี้ยได้มาตรา 1272
ทั้งกระบวนการเชื่อมโยงกันเป็นทอด ๆ กำหนดเวลาแน่นหนา และการชำระบัญชีตามกฎหมายกับการเลิกภาษี/ประกันสังคมต้องทำควบคู่กัน หากท่านต้องการวางแผนเส้นทางการเลิกกิจการให้แก่บริษัทจำกัด (เอกชน) ทางสำนักงานฯ สามารถช่วยตรวจสอบบทกฎหมายที่ใช้บังคับและข้อกำหนดล่าสุดของทางการ พร้อมทั้งช่วยดำเนินการจดทะเบียนและยื่นแบบต่าง ๆ ให้ได้
FAQ
การปิดบริษัทในไทยจำเป็นต้องผ่านการชำระบัญชีเสมอไปหรือไม่ ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ได้หรือไม่
จำเป็นต้องชำระบัญชี หลังจากบริษัทเลิกแล้ว ในทางกฎหมายให้ถือว่ายังคงตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชี (มาตรา 1249) ผู้ชำระบัญชีต้องชำระหนี้และแบ่งทรัพย์สินเสร็จแล้วจึงจะถือว่าสะสางเสร็จสิ้น (มาตรา 1250) หากปล่อยทิ้งไว้ แม้นายทะเบียนอาจถอนชื่อบริษัทที่ไม่ประกอบการออกจากทะเบียนได้ (มาตรา 1273) แต่ความรับผิดของกรรมการและผู้ถือหุ้นยังคงมีอยู่ต่อไปและอาจถูกไล่เบี้ยได้ อีกทั้งภายในสองปีหลังการชำระบัญชีเสร็จสิ้น เจ้าหนี้ยังคงไล่เบี้ยได้ (มาตรา 1272) ดังนั้น “การปล่อยทิ้งไม่ดูแล” จึงมิใช่วิธีถอนตัวที่สะอาดหมดจด
ใครเป็นผู้ชำระบัญชี และเปลี่ยนตัวได้หรือไม่
ในการเลิกบริษัทที่มิใช่เพราะล้มละลาย กรรมการเดิมจะกลายเป็นผู้ชำระบัญชีโดยอัตโนมัติ (เว้นแต่ข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น) หากไม่มีผู้ใด ศาลอาจตั้งตามคำร้องขอของพนักงานอัยการหรือผู้มีส่วนได้เสีย (มาตรา 1251) และกรรมการยังคงมีอำนาจตามเดิม (มาตรา 1252) ผู้ชำระบัญชีที่มิได้ตั้งโดยศาลอาจถูกที่ประชุมผู้ถือหุ้นถอดถอนเปลี่ยนตัวได้ และไม่ว่าจะตั้งโดยศาลหรือไม่ ศาลอาจถอดถอนได้ตามคำร้องขอของผู้ถือหุ้นซึ่งมีหุ้นรวมกันคิดเป็นหนึ่งในยี่สิบของทุนที่ชำระแล้ว (มาตรา 1257)
การชำระบัญชีบริษัทในไทยมีกำหนดเวลาตามกฎหมายที่สำคัญอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่ยึด 14 วันเป็นแกนกลาง ได้แก่ ภายใน 14 วันหลังเลิกบริษัทต้องจดทะเบียนการเลิกและผู้ชำระบัญชี (มาตรา 1254) ลงประกาศในหนังสือพิมพ์สองครั้งติดต่อกันและแจ้งเจ้าหนี้ (มาตรา 1253) ระหว่างการชำระบัญชีต้องรายงานต่อสำนักงานทะเบียนทุกสามเดือน (มาตรา 1267) เมื่อบัญชีสุดท้ายได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วต้องจดทะเบียนภายใน 14 วัน ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นการชำระบัญชี (มาตรา 1270) และสมุดบัญชีต้องนำไปฝากเก็บรักษาไว้สิบปี (มาตรา 1271)
การเลิกภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มต้องทำอย่างไร ถือเป็นส่วนหนึ่งของการชำระบัญชีตามกฎหมายหรือไม่
การเลิกภาษีอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และประกันสังคม เป็นกระบวนการภาคปฏิบัติที่ต้องทำควบคู่ไปกับการชำระบัญชีตามกฎหมาย มิใช่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถือใบทะเบียนพาณิชย์ที่เลิกกิจการต้องยื่นจดทะเบียนเลิกภายใน 30 วัน (มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์) นายทะเบียนตรวจสอบรับจดและออกใบรับให้ (มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์) ส่วนแบบและกำหนดเวลาที่แน่นอนของการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลงวดสุดท้าย การเลิก VAT และการเลิกประกันสังคม ให้เป็นไปตามที่ทางการกำหนด (ทางสำนักงานฯ ยินดีช่วยตรวจสอบยืนยัน)
คู่มือที่เกี่ยวข้อง
- ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทจำกัดในไทย ข้อกำหนดและทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ (บริษัทจำกัด)
- จดทะเบียนพาณิชย์ (TR) ในไทย: ใครต้องจด ทำอย่างไร เปลี่ยนแปลงและยกเลิก
- ขั้นตอนการโอนหุ้นและเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดในประเทศไทย
- ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทในไทย: แต่งตั้ง ถอดถอน ลาออก แต่งตั้งซ่อม และจดทะเบียนภายใน 14 วัน (บริษัทจำกัด)
- ขั้นตอนตามกฎหมายในการเพิ่มทุนและลดทุนบริษัทจำกัด และการจดทะเบียนต่อ DBD
- การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) ของบริษัทไทย: กำหนดเวลา องค์ประชุม และการลงมติ