เงินทดแทนกรณีประสบอันตรายจากการทำงาน: อะไรเข้าข่าย จ่ายเท่าไหร่ นายจ้างต้องสมทบอย่างไร — เจาะลึก พ.ร.บ. เงินทดแทน
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน เจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน หรือสูญหาย ฝ่ายนายจ้างต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่าทำศพ และจ่ายค่าทดแทนรายเดือนในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยระยะเวลาจ่ายแตกต่างกันตามกรณี ตั้งแต่ไม่เกิน 1 ปีจนถึงไม่น้อยกว่า 15 ปีมาตรา 13มาตรา 18 ในทางปฏิบัติ นายจ้างที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตามกฎหมาย (อัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 5ของค่าจ้างที่จ่ายทั้งปี) สำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้จ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างมาตรา 44มาตรา 25 ทั้งนี้ ต้องยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วันนับแต่วันที่เกิดเหตุมาตรา 49
อะไรถือเป็น “เหตุจากการทำงาน”? กฎหมายกำหนดไว้ 3 กรณี
พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 (Workmen’s Compensation Act) กำหนดขอบเขตการจ่ายเงินทดแทนผ่านนิยาม 3 ประการมาตรา 5:
- ประสบอันตราย (Injury): การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย ผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตาย “เนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง” สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่สถานที่เกิดเหตุ แต่อยู่ที่ความเชื่อมโยงเชิงเหตุและผลกับการทำงานหรือคำสั่งของนายจ้าง
- เจ็บป่วย (Illness): การเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน ส่วนโรคใดถือเป็นโรคจากการทำงาน กระทรวงแรงงานจะประกาศกำหนดชนิดของโรคไว้เป็นบัญชีต่างหากมาตรา 14
- สูญหาย (Disappearance): การที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง (รวมถึงหายไประหว่างเดินทางด้วยพาหนะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำเพื่อไปทำงานให้นายจ้างแล้วพาหนะประสบเหตุอันตราย) โดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าลูกจ้างถึงแก่ความตาย และหายไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 120 วันมาตรา 5
จ่ายอะไรบ้าง: ค่าใช้จ่าย 3 รายการ + ค่าทดแทนรายเดือน
ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสม และจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้ทราบแล้วต้องจ่ายโดยไม่ชักช้า หลักเกณฑ์และอัตราขั้นสูงเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จำนวนเงินให้ยึดตามที่ทางการกำหนด (สำนักงานเราช่วยตรวจสอบยืนยันให้ได้)มาตรา 13
ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานเพื่อกลับมาทำงานได้
หากลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ หรืออาชีพ เพื่อให้กลับมาทำงานได้หลังประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย นายจ้างต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงเช่นกันมาตรา 15
ค่าทำศพกรณีตายหรือสูญหาย
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย นายจ้างต้องจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงมาตรา 16
ค่าทดแทนรายเดือน: อัตราเดียวร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน แบ่งระยะเวลาเป็น 4 ระดับ
เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย นายจ้างต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย ในอัตราเดียวกันคือร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยระยะเวลาจ่ายแบ่งตามความร้ายแรงของผลที่เกิดขึ้นมาตรา 18:
- ไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราว: จ่ายตั้งแต่วันแรกที่ไม่สามารถทำงานได้ไปจนกว่าจะกลับมาทำงานได้ แต่ไม่เกิน 1 ปี
- สูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย: จ่ายตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ไม่เกิน 10 ปี
- ทุพพลภาพ (สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานจนไม่สามารถประกอบการงานตามปกติได้): จ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี
- ถึงแก่ความตายหรือสูญหาย: จ่ายเป็นเวลา 10 ปี
ค่าทดแทนรายเดือนมีจำนวนขั้นต่ำและขั้นสูง ซึ่งกระทรวงแรงงานจะประกาศกำหนด จำนวนเงินให้ยึดตามที่ทางการกำหนด (สำนักงานเราช่วยตรวจสอบยืนยันให้ได้)มาตรา 18 หากลูกจ้างถึงแก่ความตายระหว่างที่ยังรับค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพของร่างกาย หรือทุพพลภาพ ไม่ครบระยะเวลาตามสิทธิ ให้จ่ายค่าทดแทนส่วนที่เหลือแก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายต่อไป แต่ระยะเวลาการจ่ายรวมกันต้องไม่เกิน 10 ปีมาตรา 19 นอกจากนี้ นายจ้างกับลูกจ้าง (หรือผู้มีสิทธิ) อาจตกลงกันจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นก็ได้ แต่นายจ้างจะหักส่วนลดเกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงไม่ได้มาตรา 24
เมื่อลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ใครมีสิทธิได้รับเงินทดแทน?
ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย ได้แก่ บิดามารดา สามีหรือภรรยา บุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี (มีสิทธิรับต่อไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี) บุตรอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี (รับจนจบปริญญาตรี) และบุตรอายุตั้งแต่ 18 ปีที่ทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบจนทำงานตามปกติไม่ได้ ซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายมาตรา 20 บุตรของลูกจ้างซึ่งเกิดภายใน 310 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย มีสิทธิรับเงินทดแทนนับแต่วันคลอด และหากไม่มีผู้มีสิทธิข้างต้นเลย ให้จ่ายเงินทดแทนแก่ผู้ซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย และต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะมาตรา 20 กรณีมีผู้มีสิทธิหลายคน ให้ได้รับส่วนแบ่งในเงินทดแทนเท่ากันมาตรา 21
นายจ้างต้องทำอะไร: จ่ายเงินสมทบ แจ้งเหตุ จ่ายตามคำสั่ง
- จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน (Contribution): หน้าที่จ่ายเงินสมทบเป็นของนายจ้างฝ่ายเดียวทั้งหมด ลูกจ้างไม่ต้องจ่าย อัตราเงินสมทบเป็นไปตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด สูงสุดไม่เกินร้อยละ 5ของค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายแต่ละปี โดยคำนึงถึงสถิติการประสบอันตรายของแต่ละประเภทกิจการ ภาระของกองทุน และจำนวนเงินของกองทุนที่มีอยู่ และอาจปรับเพิ่มหรือลดตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างแต่ละราย (experience rating) อัตราที่แท้จริงให้ยึดตามประกาศทางการ (สำนักงานเราช่วยตรวจสอบยืนยันให้ได้)มาตรา 44 กรณีขอจ่ายเงินสมทบเป็นงวด เงินฝากต้องไม่เกินร้อยละ 25ของเงินสมทบแต่ละปีมาตรา 44
- จ่ายเงินสมทบแล้ว กองทุนจ่ายแทน: สำหรับนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิแทนนายจ้าง หากนายจ้างได้ทดรองจ่ายไปก่อน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำวินิจฉัยแล้ว นายจ้างขอรับเงินที่ทดรองจ่ายคืนจากสำนักงานได้มาตรา 25 กองทุนเงินทดแทนตั้งอยู่ในสำนักงานประกันสังคม มีไว้เพื่อจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างโดยเฉพาะมาตรา 26
- แจ้งการประสบอันตรายและจ่ายตามคำสั่ง: เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งการประสบอันตรายตามมาตรา 48 ได้รับคำร้องขอรับเงินทดแทนจากลูกจ้าง หรือความปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่เอง จะทำการสอบสวนและออกคำสั่งให้จ่ายเงินทดแทน โดยนายจ้างต้องจ่ายภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งมาตรา 48มาตรา 50 ส่วนผู้มีหน้าที่แจ้ง แบบฟอร์ม และกำหนดเวลาแจ้ง ให้ยึดตามที่ทางการกำหนด (สำนักงานเราช่วยตรวจสอบยืนยันให้ได้)
- ห้ามหักเงินทดแทน: ห้ามมิให้นายจ้างหักเงินทดแทนเพื่อการใด ๆ และเงินทดแทนไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีมาตรา 23
นายจ้างที่ไม่จ่ายเงินสมทบภายในกำหนดหรือจ่ายไม่ครบจำนวน ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่าย นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่ง (เงินเพิ่มรวมแล้วไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย)มาตรา 46 และหากได้รับคำเตือนเป็นหนังสือให้จ่ายภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 30 วันแล้วยังไม่จ่าย เลขาธิการมีอำนาจออกคำสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อนำมาชำระมาตรา 47
2 กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน
เหตุยกเว้นตามกฎหมายมีเพียง 2 กรณี: ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้ หรือลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนประสบอันตรายมาตรา 22 มาตรา 22 ระบุไว้เพียง 2 เหตุนี้เท่านั้น ความประมาทเลินเล่อทั่วไปของลูกจ้างไม่อยู่ในข้อยกเว้น
กองทุนเงินทดแทน ≠ ประกันสังคมทั่วไป
ทั้งสองกองทุนบริหารโดยสำนักงานประกันสังคม (SSO) แต่เป็นคนละระบบแยกจากกัน: กองทุนเงินทดแทนคุ้มครองเฉพาะการประสบอันตราย เจ็บป่วย ตาย หรือสูญหาย “เนื่องจากการทำงาน” และหน้าที่จ่ายเงินสมทบเป็นของนายจ้างทั้งหมดมาตรา 44 ส่วนประกันสังคมทั่วไป (กองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม) คุ้มครองการเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกิดจากงาน คลอดบุตร ชราภาพ ว่างงาน ฯลฯ ซึ่งต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างในอัตราร้อยละ 5 พูดง่าย ๆ คือ ลูกจ้างคนเดียวกัน นายจ้างต้องทั้งหักและนำส่งเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือน และต้องรับภาระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนแยกต่างหากอีกหนึ่งรายการ — สองยอดนี้เป็นการนำส่งคนละรายการ นำมาปนกันไม่ได้
การขอรับเงินทดแทนและข้อพิพาท: 3 กำหนดเวลาสำคัญ
- ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิต้องยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานตามแบบที่กำหนด ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหายมาตรา 49
- กรณีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นภายหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง สามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงานแห่งท้องที่ที่ทำงานหรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนา ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบการเจ็บป่วยมาตรา 51
- ผู้ที่ไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ไม่ว่านายจ้างหรือลูกจ้าง) ต้องอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และหากยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ต้องนำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วันถัดไป มิฉะนั้นคำวินิจฉัยเป็นที่สุด ทั้งนี้ หากฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินทดแทนเป็นผู้นำคดีไปสู่ศาล ต้องวางเงินต่อศาลโดยครบถ้วนตามจำนวนที่คณะกรรมการวินิจฉัยจึงจะฟ้องคดีได้มาตรา 52มาตรา 53
SLF ช่วยอะไรคุณได้บ้าง
การขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทน การประเมินอัตราเงินสมทบ การนำส่งรายเดือน และการนำส่งประกันสังคม (SSO) ทั่วไป เป็นงานที่เกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ พลาดเพียงจุดเดียวก็เริ่มต้นด้วยเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน บริการเงินเดือนและประกันสังคมของ SLF Accounting ครอบคลุม: การขึ้นทะเบียนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนให้ลูกจ้าง การนำส่งเงินสมทบรายเดือนและการตรวจสอบอัตรา การเตรียมเอกสารแจ้งเหตุและยื่นคำร้องเมื่อเกิดการประสบอันตรายจากการทำงาน ตลอดจนการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานด้านแรงงาน ทั้งนี้ อัตราเงินสมทบ มาตรฐานค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ ฯลฯ ให้ยึดตามประกาศทางการฉบับล่าสุด สำนักงานเราช่วยตรวจสอบยืนยันให้ได้ทีละรายการ ติดต่อเราเพื่อขอใบเสนอราคาได้เลย
FAQ
ค่าทดแทนกรณีประสบอันตรายจากการทำงานในประเทศไทยคำนวณอย่างไร? รับได้นานแค่ไหน?
จ่ายเป็นรายเดือนในอัตราเดียวคือร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน: กรณีไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราวจ่ายไม่เกิน 1 ปี กรณีสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายจ่ายตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานกำหนดแต่ไม่เกิน 10 ปี กรณีทุพพลภาพจ่ายไม่น้อยกว่า 15 ปี กรณีถึงแก่ความตายหรือสูญหายจ่าย 10 ปี ทั้งนี้มีจำนวนขั้นต่ำและขั้นสูงรายเดือนตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด (มาตรา 18)
ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเองหรือไม่?
ไม่ต้อง หน้าที่จ่ายเงินสมทบเป็นของนายจ้างฝ่ายเดียวทั้งหมด อัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 5 ของค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายทั้งปี กำหนดตามความเสี่ยงของประเภทกิจการและปรับได้ตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างแต่ละราย (มาตรา 44) เมื่อนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามกฎหมายแล้ว สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง (มาตรา 25)
การขอรับเงินทดแทนมีกำหนดเวลาหรือไม่?
มี ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิต้องยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย (มาตรา 49) กรณีโรคจากการทำงานที่ปรากฏหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ยื่นได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบการเจ็บป่วย (มาตรา 51) หากไม่พอใจผลการพิจารณา อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ภายใน 30 วัน และหากยังไม่พอใจ นำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วันถัดไป (มาตรา 52, 53)
กรณีใดบ้างที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน?
มีเพียง 2 กรณี: ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้ หรือลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนประสบอันตราย (มาตรา 22) นอกจากนี้ ห้ามมิให้นายจ้างหักเงินทดแทนเพื่อการใด ๆ และเงินทดแทนไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (มาตรา 23)