สิทธิประกันสังคมมีอะไรบ้าง เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน เบิกอย่างไร

สรุปสั้น ๆ

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 54 กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย (รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค) คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน แต่ละกรณีมีเงื่อนไขจำนวนเดือนที่ต้องจ่ายเงินสมทบแตกต่างกัน ต่ำสุดเพียงจ่ายครบ 1 เดือนภายใน 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย (กรณีตาย) สูงสุดต้องสะสมให้ครบ 180 เดือน (กรณีชราภาพ)

ภาพรวมประโยชน์ทดแทน 7 กรณี: มาตรา 54

ลูกจ้างต่างชาติและนายจ้างจำนวนมากในประเทศไทยรู้เพียงว่าถูกหักเงินสมทบประกันสังคมจากค่าจ้างทุกเดือน แต่ไม่รู้ว่าเงินก้อนนี้แลกมากับสิทธิอะไรบ้าง มาตรา 54 ให้รายการไว้ครบถ้วน ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุน ดังต่อไปนี้

  • กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย — ประโยชน์ทดแทนทางการแพทย์จากอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วย รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
  • กรณีคลอดบุตร — ประโยชน์ทดแทนเกี่ยวกับการคลอดบุตร
  • กรณีทุพพลภาพ
  • กรณีตาย
  • กรณีสงเคราะห์บุตร
  • กรณีชราภาพ
  • กรณีว่างงาน — ยกเว้นผู้ประกันตนตามมาตรา 39

มาตรา 54 ยังกำหนดชัดเจนว่า สิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่อาจโอนกันได้ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี กล่าวคือประโยชน์ทดแทนเป็นหลักประกันเฉพาะตัวของผู้ประกันตน เจ้าหนี้ไม่อาจยึดเอาไปได้

ส่วนคุณสมบัติการเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์เป็นผู้ประกันตน และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้ว เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์และยังเป็นลูกจ้างของนายจ้างที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนี้ ให้ถือว่าเป็นผู้ประกันตนต่อไป

เงื่อนไขขั้นต่ำ 1-6 เดือน

กรณีตาย: จ่ายครบ 1 เดือนภายใน 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย กรณีเจ็บป่วยและทุพพลภาพ: จ่ายครบ 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนที่กำหนด กรณีคลอดบุตร: จ่ายครบ 5 เดือน กรณีว่างงาน: จ่ายครบ 6 เดือน

เงื่อนไขระดับกลาง 12 เดือน

กรณีสงเคราะห์บุตร: จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนภายใน 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน

สะสมระยะยาว 180 เดือน

กรณีชราภาพ: จ่ายเงินสมทบสะสมไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม

กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย: สมทบครบ 3 เดือนก็มีสิทธิ

เงื่อนไขสิทธิ: ตามมาตรา 62 เมื่อผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน หากภายใน 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก็มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย (มาตรานี้ครอบคลุมเฉพาะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่มิใช่เนื่องจากการทำงาน ส่วนกรณีเนื่องจากการทำงานไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรานี้)

รายการที่ครอบคลุม: มาตรา 63 ระบุประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ได้แก่ ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ค่าบำบัดทางการแพทย์และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้ประกันตนได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ (เมื่อสำนักงานประกันสังคมจ่ายแล้วมีสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้กระทำผิด) และค่าบริการอื่นที่จำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

เงินทดแทนการขาดรายได้: ตามมาตรา 64 ผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานและต้องหยุดงานเพื่อการรักษาพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างตามมาตรา 57 ครั้งหนึ่งไม่เกิน 90 วัน และในหนึ่งปีปฏิทินรวมกันต้องไม่เกิน 180 วัน เว้นแต่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงมีสิทธิได้รับเกิน 180 วันได้แต่ไม่เกิน 365 วันต่อปี หากระหว่างหยุดงานผู้ประกันตนยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือสัญญาจ้างแรงงาน ต้องใช้สิทธิรับค่าจ้างนั้นให้สิ้นสุดก่อน จึงจะมีสิทธิรับเงินทดแทนจากกองทุนเท่าระยะเวลาที่คงเหลือ และถ้าค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายน้อยกว่าเงินทดแทนการขาดรายได้จากกองทุน ผู้ประกันตนมีสิทธิรับส่วนที่ขาดจากกองทุนด้วย

กรณีคลอดบุตร: สมทบครบ 5 เดือน เบิกได้ทั้งกรณีตนเองหรือภริยาคลอด

เงื่อนไขสิทธิ: ตามมาตรา 65 ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรสำหรับตนเองหรือภริยา หมายความว่าผู้ประกันตนชายก็เบิกสำหรับการคลอดของภริยาได้ และหากผู้ประกันตนไม่มีภริยาแต่อยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงใดโดยเปิดเผยตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ก็มีสิทธิเบิกสำหรับการคลอดของหญิงนั้นด้วย

รายการที่ครอบคลุม: มาตรา 66 ระบุประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตร ได้แก่ ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่าทำคลอด ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ค่าบริบาลและค่ารักษาพยาบาลทารกแรกเกิด ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย และค่าบริการอื่นที่จำเป็น ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร: ตามมาตรา 67 ผู้ประกันตนที่ต้องหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรแบบเหมาจ่ายในอัตราครั้งละ 50% ของค่าจ้างตามมาตรา 57 เป็นเวลา 90 วัน โดยรวมแล้วไม่เกิน 2 ครั้ง

กรณีทุพพลภาพ: ระดับความสูญเสียรุนแรงรับเงินทดแทนตลอดชีวิต

เงื่อนไขสิทธิ: ตามมาตรา 69 ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน หากภายใน 15 เดือนก่อนทุพพลภาพได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก็มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ

รายการที่ครอบคลุม: มาตรา 70 ระบุ: ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ และอาชีพ และค่าบริการอื่นที่จำเป็น ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

เงินทดแทนการขาดรายได้: ตามมาตรา 71 ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามอัตราและระยะเวลาที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โดยต้องไม่เกิน 50% ของค่าจ้างตามมาตรา 57 และหากการทุพพลภาพนั้นมีระดับความสูญเสียรุนแรงตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างตลอดชีวิต

กรณีตายและค่าทำศพ: สมทบครบ 1 เดือนครอบครัวก็มีหลักประกัน

ตามมาตรา 73 ในกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายโดยมิใช่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน หากภายใน 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตายได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ให้จ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีตาย 2 รายการ ได้แก่

  • เงินค่าทำศพ: จ่ายตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่น้อยกว่า 100 เท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน โดยจ่ายตามลำดับดังนี้: บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและได้เป็นผู้จัดการศพจริง ถัดมาคือสามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ และสุดท้ายคือบุคคลอื่นซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ
  • เงินสงเคราะห์กรณีตาย: จ่ายให้แก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับ หากมิได้ระบุไว้ให้เฉลี่ยจ่ายแก่สามีหรือภริยา บิดามารดา หรือบุตรในจำนวนที่เท่ากัน จำนวนเงินขึ้นอยู่กับระยะเวลาสมทบ: หากก่อนถึงแก่ความตายได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 120 เดือน จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับ 50% ของค่าจ้างรายเดือนตามมาตรา 57 คูณด้วย 4 หากจ่ายมาแล้วตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จ่ายเท่ากับ 50% ของค่าจ้างรายเดือนคูณด้วย 12

ข้อแนะนำในทางปฏิบัติ: ขั้นตอนการทำหนังสือระบุตัวผู้มีสิทธิมักถูกมองข้าม ผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุผู้จัดการศพและผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ไว้ล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทในครอบครัวเรื่องการแบ่งเงิน

กรณีสงเคราะห์บุตร: สมทบครบ 12 เดือนภายใน 36 เดือน

เงื่อนไขสิทธิ: ตามมาตรา 74 ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนภายใน 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร

รายการที่ครอบคลุม: มาตรา 75 กำหนดให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร ได้แก่ ค่าสงเคราะห์ความเป็นอยู่ของบุตร ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาลบุตร และค่าสงเคราะห์อื่นที่จำเป็น ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

เพดานอายุและจำนวนบุตร: ตามมาตรา 75 ตรี ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรใช้สำหรับบุตรซึ่งมีอายุตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่อายุดังกล่าวต้องไม่เกิน 15 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน โดยไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น หากบิดาและมารดาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับเพียงฝ่ายเดียว เว้นแต่มีการจดทะเบียนหย่าหรือแยกกันอยู่และบุตรอยู่ในความอุปการะของผู้ประกันตนฝ่ายใด ให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้มีสิทธิรับ จำนวนเงินที่จ่ายรายเดือนเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตัวเลขจริงให้ยึดตามประกาศทางการ (ทางสำนักงานเรายินดีช่วยตรวจสอบให้)

กรณีชราภาพ: สมทบครบ 180 เดือน รับเงินบำนาญรายเดือนได้

เงื่อนไขสิทธิ: ตามมาตรา 76 ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ โดยระยะเวลา 180 เดือนนี้ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน — เดือนที่เปลี่ยนงาน ขาดส่ง แล้วกลับมาส่งใหม่ สามารถนับรวมกันได้ทั้งหมด

สองรูปแบบ: ตามมาตรา 77 ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพแบ่งเป็น (1) เงินเลี้ยงชีพรายเดือน เรียกว่าเงินบำนาญชราภาพ และ (2) เงินบำเหน็จที่จ่ายให้ครั้งเดียว เรียกว่าเงินบำเหน็จชราภาพ หลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายทั้งสองรูปแบบเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตัวเลขจริงให้ยึดตามประกาศทางการ (ทางสำนักงานเรายินดีช่วยตรวจสอบให้)

อายุที่เริ่มรับ: ตามมาตรา 77 ทวิ ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้มีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ส่วนผู้ที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือนและความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงแล้ว ให้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

ข้อควรรู้สำหรับผู้ประกันตนต่างชาติ: ตามมาตรา 77 ทวิ ผู้ประกันตนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง — ไม่ว่าจะส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนหรือไม่ก็ตาม — หากประสงค์ที่จะไม่พำนักอยู่ในประเทศไทย มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ข้อนี้ควรรู้ไว้เป็นพิเศษสำหรับลูกจ้างต่างชาติที่วางแผนกลับประเทศหลังจบงานในไทย

กรณีว่างงาน: สมทบครบ 6 เดือน เริ่มนับสิทธิตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน

เงื่อนไขสิทธิ: ตามมาตรา 78 ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนการว่างงาน และต้องเข้าเงื่อนไขต่อไปนี้ครบทุกข้อจึงจะได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน

  • เป็นผู้มีความสามารถในการทำงานและพร้อมทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้ ไม่ปฏิเสธการฝึกงาน ได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ และไปรายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง
  • การว่างงานต้องไม่ใช่การถูกเลิกจ้างเนื่องจากเหตุดังต่อไปนี้: ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง ละทิ้งหน้าที่ 7 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด (เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ)
  • ต้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

วันเริ่มนับและอัตรา: ตามมาตรา 79 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงานตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย โดยหลักเกณฑ์และอัตราเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นอกจากนี้ตามมาตรา 54 ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานไม่ใช้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 39

ฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินทดแทนคิดอย่างไร: มาตรา 57

คำว่า "50% ของค่าจ้าง" ที่ปรากฏหลายจุดข้างต้น ฐานที่ใช้ไม่ใช่เงินเดือนปัจจุบัน แต่คำนวณตามมาตรา 57 สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ลูกจ้างในระบบ) ให้นำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบสูงสุด 3 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิมารวมกัน แล้วหารด้วย 90 ได้เป็นฐานค่าจ้างรายวัน หากมีค่าจ้างไม่ครบ 3 เดือน ให้คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายวัน ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ให้คำนวณโดยเฉลี่ยจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบ

⚠️ ตัวบทกำหนดเพียงกรอบ จำนวนเงินจริงส่วนใหญ่อยู่ในกฎกระทรวง

ตัวบทของพระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดเฉพาะเงื่อนไขสิทธิ ประเภทประโยชน์ทดแทน และกรอบการคำนวณ ส่วนตัวเลขจริง เช่น อัตราการเบิกค่ารักษาพยาบาล จำนวนเงินสงเคราะห์บุตรรายเดือน อัตราคำนวณเงินบำนาญชราภาพ อัตราประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน อัตราเงินสมทบ และเพดาน-ขั้นต่ำของฐานค่าจ้าง กำหนดโดยกฎกระทรวง (Ministerial Regulation) หรือหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการแพทย์เป็นการเฉพาะ และมีการปรับเปลี่ยนเป็นระยะ บทความนี้กล่าวถึงเฉพาะสิ่งที่ตัวบทบัญญัติไว้ ตัวเลขจริงให้ยึดตามประกาศทางการล่าสุด (ทางสำนักงานเรายินดีช่วยตรวจสอบให้)

SLF ช่วยอะไรได้บ้าง

SLF Accounting ให้บริการงานประกันสังคม (SSO) ครบวงจรแก่ธุรกิจบนเกาะสมุยและทั่วประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขึ้นทะเบียนนายจ้าง การแจ้งเข้า-แจ้งออกพนักงาน การยื่นแบบและนำส่งเงินสมทบรายเดือน (ฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างฝ่ายละ 5%) รวมถึงช่วยพนักงานยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนทุกกรณีข้างต้น ตั้งแต่เงินสงเคราะห์การคลอดบุตร เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีหยุดงานเพราะเจ็บป่วย ไปจนถึงเอกสารขึ้นทะเบียนว่างงานหลังออกจากงาน หากบริษัทของท่านเพิ่งเริ่มจ้างพนักงาน หรือพนักงานมีคำถามเรื่องการเบิกสิทธิกรณีใดกรณีหนึ่ง ติดต่อเราได้ เราจะตรวจสอบเงื่อนไขสิทธิจากประวัติการส่งเงินสมทบจริงของท่านก่อนดำเนินการ

FAQ

ต้องจ่ายเงินสมทบกี่ปีจึงจะมีสิทธิรับบำนาญชราภาพจากประกันสังคมไทย?

ตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายติดต่อกัน เดือนที่ขาดส่งแล้วกลับมาส่งใหม่สามารถนับรวมกันได้ มาตรา 77 กำหนดให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพมี 2 รูปแบบ คือเงินบำนาญชราภาพที่จ่ายรายเดือน และเงินบำเหน็จชราภาพที่จ่ายครั้งเดียว ส่วนมาตรา 77 ทวิ กำหนดให้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ผู้ประกันตนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ (หากขณะนั้นความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุด ให้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง) โดยอัตราการคำนวณเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ว่างงานในประเทศไทยขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคมได้ไหม?

ได้ แต่มีเงื่อนไข ตามมาตรา 78 ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนการว่างงาน ต้องขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐและไปรายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง และการว่างงานต้องไม่ใช่การถูกเลิกจ้างเนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ 7 วันทำงานติดต่อกัน เป็นต้น ตามมาตรา 79 เริ่มมีสิทธิรับตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างงาน โดยอัตราเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ภริยาของผู้ประกันตนชายคลอดบุตร เบิกประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรได้ไหม?

ได้ ตามมาตรา 65 ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรสำหรับตนเองหรือภริยา และหากไม่มีภริยาแต่อยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงใดโดยเปิดเผยตามเงื่อนไขที่กำหนดก็เบิกได้เช่นกัน นอกจากนี้มาตรา 67 ยังกำหนดเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร แบบเหมาจ่ายในอัตราครั้งละ 50% ของฐานค่าจ้าง เป็นเวลา 90 วัน รวมแล้วไม่เกิน 2 ครั้ง

ผู้ประกันตนเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับอะไรจากประกันสังคมบ้าง?

ตามมาตรา 73 หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือนภายใน 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย จะได้รับเงินค่าทำศพ (ไม่น้อยกว่า 100 เท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน) หากจ่ายเงินสมทบครบ 36 เดือนแต่ไม่ถึง 120 เดือน จ่ายเงินสงเคราะห์เพิ่มเท่ากับ 50% ของฐานค่าจ้างรายเดือนคูณด้วย 4 หากครบ 120 เดือนขึ้นไปคูณด้วย 12 โดยเงินสงเคราะห์จ่ายให้บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ หากไม่ได้ระบุให้เฉลี่ยจ่ายแก่สามีหรือภริยา บิดามารดา หรือบุตรในจำนวนที่เท่ากัน

คู่มือที่เกี่ยวข้อง

  • ประกันสังคม (SSO) ในไทย: หน้าที่ขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง
  • คู่มือขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคมและการนำส่งเงินสมทบรายเดือนของลูกจ้างในไทย
  • เงินทดแทนกรณีประสบอันตรายจากการทำงาน: อะไรเข้าข่าย จ่ายเท่าไหร่ นายจ้างต้องสมทบอย่างไร — เจาะลึก พ.ร.บ. เงินทดแทน